4. “เราไม่ควรรีบสรุปว่าเครือข่ายทหาร-พลเรือนที่ต้านทักษิณเป็นเครือข่ายภายใต้อำนาจของกษัตริย์ ทั้งๆ ที่อาจมีสายสัมพันธ์กับพระราชวังบ้าง แต่ พอล์ แฮนลี่ เสนอว่ากษัตริย์มีอำนาจมากที่สุดในสังคมและต้องการย้อนกลับไปสู่กษัตริย์ธรรมราชาแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แฮนลี่ เสนออีกว่าทักษิณกำลังท้าทายกษัตริย์เพื่อหวังเป็นประธานาธิบดี แต่ไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่สนับสนุนข้อเสนอเหล่านี้ แท้จริงแล้วในหนังสือของแฮนลี่กลับมีข้อมูลมากมายที่เสนอว่ากษัตริย์มีอำนาจจำกัด อย่างไรก็ตามความเชื่อของแฮนลี่ว่ารัฐประหาร 19 กันยา เป็น “รัฐประหารของพระราชวัง” สะท้อนความเชื่อของคนจำนวนมากในสังคมไทย”
ย่อหน้านี้เป็นการพยายามถกเถียงกับจุดยืนของนักวิชาการกระแสหลักที่เชื่อว่ากษัตริย์ไทยมีอำนาจมากกว่าคนอื่นในสังคม และเป็นการเถียงกับผู้ที่มองว่ารัฐประหารและวิกฤตการเมือง มาจากความขัดแย้งระหว่างพระราชวังกับทักษิณ เป็นข้อเสนอที่มาจากการพิจารณาข้อมูลความจริง และเป็นข้อเสนอที่มองว่ากษัตริย์ไทยไม่ใช่กษัตริย์ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ดังนั้นการกล่าวหาผมว่าย่อหน้านี้หมิ่นกษัตริย์จึงเป็นความพยายามที่จะเสนอว่ามุมมอง พอล์ แฮนลี่ ถูกต้องและเราอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
5. “สถาบันกษัตริย์ในรอบ150 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ว่ามีความสามารถอย่างน่าทึ่งในการปรับตัวกับทุกสถานการณ์ และสามารถทำแนวร่วมกับกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการทหารหรือรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ประมุขอาจวิจารณ์รัฐบาลทักษิณบ้างอย่างอ่อนโยน แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นธนาคารหลวง จะไม่หาทุนมาเพื่อให้ Temasek ซื้อ Shin Corporation ของทักษิณ นอกจากนี้เราไม่ควรมั่นใจเชื่อว่าทักษิณ หรือ ไทยรักไทย ต้านระบอบกษัตริย์แต่อย่างใด ในรอบ 300 ปีที่ผ่านมา ชนชั้นนายทุนในหลายประเทศ ได้เรียนรู้ว่าสถาบันกษัตริย์อนุรักษ์นิยม ช่วยปกป้องสภาพความเป็นอยู่ของสังคมภายใต้ระบบทุนนิยม และผลประโยชน์ทางชนชั้นของชนชั้นนายทุนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนคือกษัตริย์ไทยสบายใจกับเผด็จการทหารมากกว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้ง นั้นช่วยอธิบายว่าทำไมประมุขสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยา”
ภาระของสถาบันกษัตริย์ที่ครองราชย์มายาวนาน คือการปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการปกครองที่หลากหลายที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทย การเสนอสิ่งนี้เป็นการหมิ่นได้อย่างไร ผมอธิบายต่อไปเพื่อโต้ตอบคนที่เชื่อว่าความขัดแย้งหลักเป็นความขัดแย้งระหว่างทักษิณกับวัง โดยชี้ให้เห็นข้อมูลความจริงที่สาธารณะชนรับทราบอยู่แล้วว่าธนาคารไทยพาณิชย์มีส่วนในการขายหุ้น Shin Corporation ซึ่งไม่ได้หมายความว่ากษัตริย์ขัดแย้งหรือเห็นชอบกับทักษิณแต่อย่างใด
ในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา กษัตริย์ไทยอยู่กับรัฐบาลทหารหลายปี โดยที่ไม่เคยออกมาคัดค้านหรือวิจารณ์รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และเป็นที่ยอมรับโดยนักประวัติศาสตร์ว่ากษัตริย์เคยใกล้ชิดกับจอมพลสฤษดิ์ ในอดีต แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่ากษัตริย์คัดค้านประชาธิปไตยในทุกยุคทุกสมัย
ทั้งหมดไม่ใช่การหมิ่นกษัตริย์แต่เป็นการเสนอความจริงในลักษณะมุมมองวิชาการ
6. “ในเดือนเมษายน ๒๕๔๙ ในหลวงเสนอว่า “ขอยืนยันว่ามาตรา 7 ไม่ได้หมายถึง มอบให้พระมหากษัตริย์ มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ ไม่ใช่ มาตรา 7 พูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่า ให้พระมหากษัตริย์ตัดสินใจทำได้ทุกอย่าง ถ้าทำเขาก็จะต้องว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยขอ ไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย” แต่พอถึงกันยายน หรืออย่างแน่นอนในเดือนธันวาคม ในหลวงสนับสนุนรัฐประหารอย่างเปิดเผย”
ย่อหน้านี้เป็นการเสนอความจริงที่สาธารณะชนรับรู้ ไม่มีใครถกเถียงว่าไม่จริง ดังนั้นผู้ที่กล่าวหาผมว่าหมิ่นเบื้องสูงกำลังเสนอว่าการพูดความจริงเป็นสิ่งที่ผิดในสังคมไทย เรามาโกหกกันดีกว่า ยิ่งกว่านั้นย่อหน้านี้แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากของการทำงานของประมุข และเป็นสิ่งที่อาจนำมาตั้งคำถามกับข้ออ้างของทหาร คมช. ว่าทำ “รัฐประหารหลวง”
7. “ดังนั้นคำถามสำคัญเกี่ยวกับรัฐประหาร 19 กันยา คือ ประมุขไทยพยายามปกป้องระบบประชาธิปไตยจากการทำรัฐประหารที่ฉีกรัฐธรรมนูญหรือไม่? ประมุขไทยถูกบังคับ? หรือเต็มใจ? ในการสนับสนุนคณะทหารที่ทำรัฐประหาร? หรือประมุขวางแผนทำรัฐประหารเองตามที่หลายคนเชื่อ? คำถามนี้สำคัญ เพราะคณะทหารที่ทำการรัฐประหารและทำลายประชาธิปไตยได้อ้างอิงความชอบธรรมจากประมุขตลอด เช่นการเปิดภาพประมุขในจอโทรทัศน์อย่างต่อเนื่องในวันแรก การผูกโบสีเหลืองบนปืนและเครื่องแบบ และการเชิญผู้แทนของประมุขไปเปิดสภาเผด็จการที่ทหารแต่งตั้งเป็นต้น ต่อมาในวันเฉลิมฯ กษัตริย์ได้ออกมาชมนายกรัฐมนตรีทหาร เราควรได้รับข้อมูลและความจริง เพื่อความโป่รงใสและเพื่อให้ประชาสังคมได้ตรวจสอบทุกองค์กรและสถาบันสำคัญๆ ในสังคม อย่าลืมว่าองค์กรหรือสถาบันใดที่ปฏิเสธการยอมสร้างความโป่รงใส ย่อมมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ต้องการปกปิดจากการตรวจสอบเสมอ”
ย่อหน้านี้เป็นการสรุปประเด็นคำถามต่อภาพที่ทหารสร้าง ที่อ้างว่าสถาบันกษัตริย์ริเริ่ม หนุนหลัง และเป็นพลังสำคัญในการทำลายประชาธิปไตย ย่อหน้านี้ท้าทายความชอบธรรมของรัฐประหาร และถ้าสร้างความไม่พอใจกับทหารบางกลุ่มหรือรัฐบาล ก็เพราะเป็นการโจมตีเขา ไม่ใช่การโจมตีหรือหมิ่นกษัตริย์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามย่อหน้านี้ชี้ให้เห็นว่าการเป็นประมุขในระบบประชาธิปไตยมีหน้าที่ด้วย และตั้งคำถามว่ากษัตริย์ไทยทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ การตั้งคำถามแบบนี้อันตรายสำหรับพวกเผด็จการ แต่เป็นคำถามที่จำเป็นสำหรับการปกป้องประชาธิปไตย
8. “ในช่วงแรกของการขึ้นครองราชย์ รัชกาลที่ ๙ มีอายุอ่อนและไม่ได้เตรียมตัวที่จะเป็นกษัตริย์ การขึ้นมาเป็นกษัตริย์มาจากอุบัติเหตุที่เกิดกับพี่ชาย ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลไทยสมัยนั้น โดยเฉพาะรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นรัฐบาลที่ต่อต้านระบบกษัตริย์ ดังนั้นการทำหน้าที่ในการเป็นประมุขของรัชกาลที่ ๙ ในช่วงแรกๆ ย่อมยากลำบาก สภาพเช่นนี้สามารถช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมประมุขไทยแสดงความเชื่อมั่นและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลสฤษดิ์ ที่เริ่มเชิดชู โปรโหมด และเคารพสถาบันกษัตริย์ แต่เวลาผ่านไปหลายปี ฐานะและประสบการณ์ของประมุขได้เปลี่ยนไป มีประสบการณ์ทางการเมืองมากมาย มากกว่านักการเมืองทุกคน เพราะดำรงตำแหน่งมานานกว่าทุกคน คำถามสำคัญสำหรับวันนี้คือ ในเมื่อประมุขเคยตักเตือนรัฐบาลทักษิณเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสงครามยาเสพติด ทำไมไม่ตักเตือนทหารที่ก่อรัฐประหาร และละเมิดสิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตยทั้งหมดไม่ได้?”
ประเด็นหลักของย่อหน้านี้คือการตั้งคำถามว่าทำไมไม่มีการตัดเตือนทหารที่ทำลายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นคำถามที่พลเมืองไทยยังรอคำตอบอยู่
ร.ศ. ใจ อึ๊งภากรณ์
