ร่วมกันเข้าใจวิกฤตเศรษฐกิจทุนนิยมโลก

วิกฤตโลกปัจจุบันเกิดจากอะไร?
มันมีหน้าตาเหมือนกับเป็น “วิกฤตการเงิน” แต่มันลึกกว่านั้น ในเดือนกันยายน-ตุลาคมปีที่แล้ว โลกเข้าสู่วิกฤตร้ายแรง อย่างที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุค ๒๔๗๕ วิกฤตนี้พัฒนาไปภายในโครงสร้างและนโยบายเศรษฐกิจตลาดเสรีที่รัฐต่างๆ นำมาใช้ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษที่ 70 และ 80 โดยเฉพาะในเรื่องการลดการควบคุมตลาดโดยรัฐ และการเปิดโอกาสให้มีการพนันหุ้นและราคาสินค้าข้ามพรมแดน อย่างไรก็ตาม ต้นเหตุของวิกฤตนี้มาจากปัญหาอัตรากำไรระยะยาวในระบบทุนนิยมโลก ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่คริสต์ทศวรรษที่ 60 เพราะการฟื้นตัวของอัตรากำไรที่เกิดขึ้นในคริสต์ทศวรรษที่ 80 และ 90 ผ่านการเพิ่มอัตราการขูดรีดแรงงาน (เช่นในสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีเรแกน) เป็นการฟื้นในระดับหนึ่งเท่านั้น มันไม่แก้ปัญหาเท่าไร

ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษที่ 90 ธนาคารกลางสหรัฐพยายามจะหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจ ผ่านการส่งเสริมให้กรรมาชีพกู้เงินในราคาถูก ในขณะที่มีการกดค่าแรงต่อไป (หนี้ sub-prime) มีการซื้อขายหนี้คนจนและกอบโกยกำไรโดยธนาคาร แต่เมื่อคนจนจ่ายหนี้ไม่ได้ ฟองสบู่การพนันนี้ก็แตก เกิดวิกฤตที่เราเห็น ก่อนหน้านี้มีการปั่นหุ้นในบริษัทอินเตอร์เน็ด (dot com) เพื่อวัตถุประสงค์ในการพยุงอัตรากำไรชั่วคราวเช่นกัน ฟองสบู่นั้นก็แตกเหมือนกัน

สมัยนี้ประเทศที่ใหญ่ที่สุด 11 ประเทศได้เข้าสู่วิกฤติอย่างแรง องค์กร OECD คาดว่าในปีค.ศ. 2009 ประเทศที่พัฒนาแล้วประสบปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจ 4.3% และอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นเป็นสองหลักในปีต่อไป คนงานสหรัฐ 6 แสนกว่าคนต้องตกงานในเดือนเมษายน และระบบอุตสาหกรรมสหรัฐกำลังชะลอตัวลง 12.8% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในยุโรประบบการผลิตอุตสาหกรรมหดลง 18.4% และในญี่ปุ่นหดลงถึง 38% จีนก็มีปัญหา มันไม่ใช่เรื่องเล่น

ท่าทีของรัฐทุนนิยมหลักๆ ในช่วงท้ายปีที่แล้วและต้นปีนี้ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ คือการใช้รัฐแทรกแซงตลาดเพื่ออุ้มสถาบันการเงิน รวมถึงการนำธนาคารและสถาบันการเงินเอกชนมาเป็นของรัฐทั้งทางอ้อมและทางตรง นโยบายดังกล่าวได้ทำลายความน่าเชื่อถือของลัทธิเสรีนิยมหรือตลาดเสรีโดยสิ้นเชิง แต่เป้าหมายของการแทรกแซงตลาดโดยรัฐในครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อปกป้องงาน ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือที่อยู่อาศัยของคนธรรมดาแต่อย่างใด เป้าหมายคือการปกป้องระบบทุนนิยมและนายทุนใหญ่ในระบบการเงินต่างหาก นักสังคมนิยม นักสหภาพแรงงาน และผู้ที่คัดค้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ต้องเรียกร้องให้รัฐยึดสถาบันการเงินโดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้นายทุน และนำสถาบันดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องชีวิตของกรรมาชีพและคนจน รัฐต้องสร้างงานและยึดบริษัทที่จะปิดหรือเลิกจ้างคน เพื่อปกป้องการทำงาน

การปกป้องการทำงานสำคัญที่สุดเพราะเป็นการปกป้องรายได้คนส่วนใหญ่ และนอกจากนี้เป็นวิธีเดียวที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ การตัดงบประมาณสาธารณสุข สวัสดิการ และการศึกษา การตัดค่าแรง การลดคนงาน หรือการขึ้นภาษีให้คนธรรมดา จะมีผลตรงข้ามคือทำให้เศรษฐกิจหดตัวอีกหลายเท่า เพราะกำลังซื้อจะลดลง การอุ้มบริษัทใหญ่และธนาคารไม่สามารถเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนได้

ทุนนิยมโลกาภิวัตน์
การกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละรัฐบาลมีข้อจำกัดเพราะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ในขณะที่มันเป็นวิกฤตสากลทั่วโลก ประเด็นสำคัญอันหนึ่งของวิกฤตปัจจุบันคือระบบเศรษฐกิจโลกขาดความสมดุล สหรัฐ อังกฤษ และประเทศเล็กๆในยุโรป พึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศมากขึ้น เงินนี้มาจากธนาคารซึ่งนำกำไรการส่งออกของประเทศจีน ญี่ปุ่น และ เยอรมัน มาปล่อยกู้อีกที กำไรส่วนนี้มาจากการส่งสินค้าไปสู่สหรัฐและอังกฤษแต่เป็นสินค้าที่ซื้อมาด้วยเงินกู้แต่แรก มันเป็นวงจรอุบาทว์ซึ่งช่วยให้นายธนาคารกอบโกยจากฟองสบู่ที่ห่างเหินจากความเป็นจริง และมันแสดงให้เห็นว่าทุกส่วนของโลกเชื่อมกัน ลงเหวด้วยกัน

ไทยไม่มีวันรอดพ้นได้ เพราะไทยอาศัยการส่งออกสู่ประเทศที่มีวิกฤต และการใช้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแค่การเพ้อฝัน เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ยุคอยุธยา และการส่งเสริมให้คนจน “ประหยัด” เป็นการกดหัวคนจนให้จนลงไปอีก โดยไม่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้วย

การกู้เงินของรัฐบาลอภิสิทธิ์
มีหลายคนวิจารณ์การกู้เงินของรัฐบาลอำมาตย์ ประเด็นที่เราควรเข้าใจคือ การกู้เงิน การเพิ่มหนี้ หรือการใช้งบประมาณรัฐไม่ผิดในตัวมันเอง การที่รัฐบาลไทยรักไทยมีเงินกู้ให้หมู่บ้าน หรือเพิ่มค่าใช้จ่ายของรัฐผ่านการกู้เงิน เพื่อนโยบายประชานิยมต่างๆ ไม่ผิด เพราะทำไปเพื่อประโยชน์คนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ อย่าลืมว่าในยุคนั้นพวกอำมาตย์วิจารณ์ว่าเป็นการ “ขาดวินัยทางการคลัง” เราต้องไม่ใช้ชุดความคิดนี้ของอำมาตย์ เพราะพวกเขาไม่ชอบการกู้และจ่ายเงินโดยรัฐเพื่อคนจน แต่ถ้าเพื่อทหาร ธนาคารหรือบริษัทใหญ่ เขาชอบ

ดังนั้นในการวิจารณ์การกู้เงินของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เราต้องถามว่ากู้มาเพื่ออะไร? เพื่อดูแลประชาชนหรืออุ้มธนาคารและบริษัท? กู้แล้วจะปกป้องงานไหม? หรือปกป้องคนรวย? และใครจะจ่ายหนี้จากการกู้เงิน? ถ้าการจ่ายหนี้มาจากการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีน้ำมัน ภาษีบุหรี่และสุรา ก็เท่ากับคนจนจ่าย แต่ถ้ามาจากการขึ้นภาษีรายได้ มรดก ที่ดินและทรัพย์สินกับคนรวย รวมถึงพระราชวัง ก็เท่ากับให้คนรวยที่มีความสามารถสูงเป็นคนจ่าย ซึ่งกรณีหลังนี้จะมีความเป็นธรรมมากที่สุด นอกจากนี้การจ่ายหนี้ควรมาจากการตัดงบประมาณทหารและพิธีต่างๆ เพื่อเพิ่มงบประมาณสวัสดิการ สาธารณสุขและการศึกษา (ต่อ)...