Search blog.co.uk

ํYou can download the Book "A Coup for the Rich" in English, French from this site. Go to article "19th Sept coup three years on". ภาษาไทยบางส่วนก็มี
Posts archive for: June, 2009
  • Populism vs Conservative elites

    The latest clash between populism and conservative elites can be seen by the military coup in Honduras. This needs to be compared to the military and conservative coup against Taksin's TRT government in Thailand. We also need to look at the clashes in Iran and Zimbabwe and the support for Zuma in South Africa. None of the situations are the same. However there are some common elements:

    1. The poor and working class support Populism for good reasons, especially when the left alternative is weak. Judge not the actions of the workers and poor by the quality of the capitalist politicians that lead populist movements. We must relate to the rank and file, not the leaderships: eg Honduras, Thailand, South Africa. In the case of Iran we must understand why the poor voted for the conservative leader, but support the opposition movement for democracy while not supporting the opposition leader's neo-liberalism. That is similar to Zimbabwe.
    2. A class analysis is vital and so is respect for the poor in all their faults.
    3. A weakness of the left alternative, organised in a party, must be overcome by serious and long-term party building. Results won't be seen overnight, but we cannot sit on the fence waiting for a pure class struggle to happen!

    Fight for democracy! Fight for Socialism!
    To read and download my recent article on the Thai crisis, click on the pdf file here:Thailand2009

  • ต้องสู้ ไม่ประนีประนอม

    ถึงจุดนี้แล้ว เสื้อแดงควรประนีประนอม หรือสู้ต่อไป?

    เมื่อไม่นานมานี้มีคนเสื้อแดงเขียนอีเมล์มาถามผมว่าคิดอย่างไรกับประเด็นดังต่อไปนี้....

    “เริ่มกังวลค่ะว่าโดยสถานการณ์ว่าจะมีการประนีประนอมกันได้ระหว่างทักษิณกับอำมาตย์ เพราะคนมีอำนาจก็น่าจะเห็นประเด็นนี้เหมือนกันว่า หากเคลียร์กันได้ สถานการณ์น่าจะอ่อนลงมากเหมือนกัน คนอย่างทักษิณหากเคลียร์ใจกันแล้ว และกลับมา เค้าจะเป็น สฤษดิ์คนที่สองได้เลยหรือไม่คะ และเราจะต้องเหนื่อยกันสองเด้งเลยทีเดียว
    ก็เลยเริ่มคิดกันว่าเราจะเตรียมแผนรองรับกันไงดีอะค่ะ??
    อีกประเด็นก็คือรู้สึกว่าบางส่วนของเสื้อแดงคาดหวังว่าทักษิณจะมาเป็นผู้นำซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยในความคิดส่วนตัว”

    ผมเชื่อว่าคำถามนี้อยู่ในใจคนเสื้อแดงจำนวนมาก และเราควรร่วมกันคิดร่วมกันตอบ...... สำหรับผม ผมคิดว่า..เราต้องสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตยแท้ ไม่ใช่มาประนีประนอมหรือถวาย ฎีกา... เพราะอะไร?

    เราต้องเข้าใจว่าอำนาจอำมาตย์เป็นอำนาจนอกกรอบรัฐธรรมนูญ มีทั้งทหาร ศาล ข้าราชการ สื่อ ผู้มีอิทธิพลในองค์กรที่เกี่ยวกับพระราชวัง และยังมีมวลชนคนชั้นกลางล้าหลังอนุรักษ์นิยมอีกด้วย ดังนั้น
    1. การต่อสู้จะต้องเป็นการรุกสู้เกินขอบเขตของการเรียกร้องรัฐธรรมนูญปี ๔๐ หรือการพยายามหาชัยชนะในการเลือกตั้ง เรารู้ดีว่าชัยชนะในการเลือกตั้งมันสำคัญ แต่มันไม่เพียงพอที่จะยกอำนาจให้ประชาชน และปฏิรูปให้มีประชาธิปไตยแท้ กรณีการยึดสนามบินและการเลือกปฏิบัติของทหารและศาล โดยไม่ฟังรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่เราจำได้และชี้ให้เห็นข้อจำกัดทางอำนาจของรัฐสภาเมื่อเผชิญหน้ากับอำมาตย์
    2. สิ่งที่คนเสื้อแดงจำนวนมากต้องการ ไม่ใช่แค่การกลับมาของประชาธิปไตยรัฐสภาในรูปแบบก่อน ๑๙ กันยา หรือการอภัยโทษกับนักการเมือง ไทยรักไทย สิ่งที่คนเสื้อแดงจำนวนมากต้องการ คือประชาธิปไตยแท้ ที่ทหาร วัง องค์มนตรี ศาล ฯลฯ แทรกแซงไม่ได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องการคือ สังคมที่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สาเหตุที่พลเมืองจำนวนมากรักทักษิณ ก็เพราะเขาเริ่มสร้างระบบสวัสดิการและเริ่มลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างคนรวยกับคนจนผ่านนโยบายประชานิยม

    การต่อสู้ของเราจะเป็นการต่อสู้ที่ใช้เวลา และที่สำคัญคือต้อง ใช้ความกล้าหาญทางความคิด ที่จะพัฒนาเป้าหมายให้ก้าวหน้า

    ในสภาพเช่นนี้... แกนนำพรรคเพื่อไทย หรือ ไทยรักไทย เก่า อาจไม่พร้อมที่จะไปไกลกว่ารัฐธรรมนูญปี๔๐ การหากินกับผลงานเก่า หรือการอภัยโทษนักการเมือง เขาอาจไม่พร้อมที่จะสู้เต็มที่กับอำมาตย์ และไม่พร้อมที่จะปฏิรูปสังคมอย่างถอนรากถอนโคนจนเราได้ประชาธิปไตยแท้ ดังนั้นเราเริ่มเห็นการเสนอเรื่องถวายฎีกา การหาทางประนีประนอม และการไม่เสนออะไรใหม่ๆ เช่นรัฐสวัสดิการ มาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้คนตกงานในปัจจุบัน หรือข้อเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาในภาคใต้ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ถูกสะท้อนในคำพูดของทักษิณและแกนนำเสื้อแดงบางคน

    ในเรื่องว่าทักษิณจะกลับมาหรือไม่ ผมตอบไม่ได้ แต่ถ้ามีการประนีประนอมกับอำมาตย์ ฝ่ายอำมาตย์คงไม่อยากให้กลับมาเป็นนายก และถ้าเป็นนายกก็คงต้องการลดอำนาจและอิทธิพล

    ทักษิณจะเป็น “สฤษดิ์ที่สอง” หรือไม่? ก็ตอบยาก สฤษดิ์ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งเหมือนทักษิณ และโดยรวมประวัติศาสตร์ไม่เคยซ้ำรอยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับคำถามนี้คือ ถ้ามีการประนีประนอมระหว่างทักษิณกับอำมาตย์ ปัญหาคดีหมิ่นเดชานุภาพคงยังไม่ถูกแก้ ปัญหาที่เราไม่มีประชาธิปไตยแท้ก็คงไม่ถูกแก้ และการเดินหน้าไปสู่รัฐสวัสดิการแห่งความเท่าเทียมคงเป็นไปได้ยาก เรานั่งเฉยรอให้ทักษิณกลับมาไม่ได้ และนี่คือสาเหตุที่เราต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับการประนีประนอมล่วงหน้า โดยการจัดตั้งในหมู่คนเสื้อแดงเอง เพื่อให้เราสามารถอิสระจากแกนนำซีกที่จะประนีประนอม และเพื่อให้เราควบคุมผู้นำของเราอีกด้วย เราจะต้องไม่ถูกลากลงเหวโดยพวกนี้ หรือปล่อยให้เขาปราบหรืออย่างน้อยสลาย การทำงานของพวกเราเสื้อแดงที่ต้องการประชาธิปไตยแท้ ผมหวังว่าแกนนำเสื้อแดงจะไม่ประนีประนอมหักหลังประชาชน แต่เราต้องใช้ปัญญาจากโลกจริงเพื่อพร้อมจะมองโลกในแง่ร้ายด้วย

    อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำใจ เข้าใจล่วงหน้า คือ การสิ้นชีวิตของคนคนหนึ่ง จะไม่เปิดทางไปสู่ประชาธิปไตยแท้อย่างง่ายๆหรืออัตโนมัติ เพราะอำมาตย์ประกอบไปด้วยหมู่คณะหลายคน ที่มีผลประโยชน์มากมาย ซึ่งเขาจะพยายามปกป้องโดยการยืดเวลาการเปลี่ยนแปลงหรืองานศพ หรือการแปลงมนุษย์ที่สิ้นชีวิตไปเป็นเทวดาในสวรรค์ ซึ่งแปลว่าเราต้องสู้ตอนนี้ ไม่ใช่รอให้อำนาจตกจากฟ้าสู่มือเรา “ตามธรรมชาติ” ประเด็นนี้ผมจะขยายความในบทความเดือนธันวาคม

    “ยุทธศาสตร์” เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดพร้อมกับเป้าหมายปลายทางว่าเราต้องการสังคมแบบไหน และ “ยุทธวิธี” เป็นแนวทางต่อสู้เฉพาะหน้า เพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว เราต้องระวังคนที่พูดว่า “ทำยังไงก็ได้เพื่อเป้าหมาย” เพราะยุทธศาสตร์ของการเพิ่มอำนาจประชาชนเพื่อสังคมที่เท่าเทียมและประชาธิปไตยแท้ ย่อมขัดแย้งกับยุทธวิธีประเภทที่ขอความเมตตาจากผู้มีอำนาจเบื้องบน เราได้รับคำเตือนแล้ว เพราะตัวอย่างของการอ้างยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย คือข้อเสนอโดยแกนนำพันธมิตรฯ ว่า “ต้องทำแนวร่วมกับศักดินาในการต่อสู้กับนายทุน เพื่อประชาธิปไตย” เพราะสิ่งที่ได้มาจริงๆ ครั้งนั้นคืออำมาตย์

  • Blind Censorship

    blind censorship

    This blog is blocked by the Thai government. People see only a green leaf...
    ดูวิดีโอที่ You Tube แบนเพื่อเลียก้นรัฐบาลไทย

  • สี่นิยายหลอกประชาชนเกี่ยวกับ ๒๔๗๕

    สี่นิยายเรื่อง๒๔ มิ.ย. ๒๔๗๕

    ในวันที ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ คณะราษฎร์ นำโดย ปรีดี พนมยงค์ พระยาพหลฯ และหลวงพิบูลย์ ได้ปฏิวัติยึดอำนาจจากรัชกาลที่ ๗ ซึ่งขณะนั้นปกครองประเทศโดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่ใช่การปฏิวัติที่ล้มระบบศักดินาเพื่อไปสู่ระบบทุนนิยม เพราะระบบศักดินาไทยถูกล้มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แล้ว แต่เป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างประชาธิปไตย

    1. การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็น “การชิงสุกก่อนห่าม”

    แนวคิดนี้เริ่มต้นจากความเชื่อว่าประชาชนธรรมดาในเมืองไทยไร้การศึกษาและโง่
    และเรามักจะได้ยินคำกล่าวหาจากอำมาตย์ในยุคนี้ ว่าคนจนโง่ในการเลือกไทยรักไทย แต่แท้ที่จริงและการศึกษากับความฉลาดไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เวลาประชาชนไทยลุกขึ้นเรียกร้องประชาธิปไตย ชนชั้นปกครองไทยที่อ้างว่าประชาชนไม่พร้อมมักจะให้คำตอบด้วยกระสุนปืน ดังนั้นข้ออ้างที่เสนอว่าประชาชน“ไม่พร้อม”ที่จะปกครองตนเองเป็นข้ออ้างประจำของเผด็จการในทุกสังคม
    สำนักความคิดที่เสนอว่าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นการชิงสุกก่อนห่ามยังตั้งข้อกล่าวหาเพิ่มว่าการปฏิวัติครั้งนั้นเป็นสาเหตุที่เราตกอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการทหารหลายปี เพราะไม่มีใครควบคุมอำนาจทหารได้ แต่ระบบเผด็จการก็ร้ายเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือเผด็จการทหาร และอำนาจที่จะจัดการกับเผด็จการทหารที่ไปอ้างอิงความชอบธรรมและจับมือกับวัง...คือประชาชน
    แทนที่จะยังไม่ถึงยุคสุกงอมในเมืองไทยสมัย ๒๔๗๕ ต้องถือว่าไทยล้าหลังประเทศอื่นพอสมควรเพราะแม้แต่ประเทศจีนก็ปฏิวัติยกเลิกระบบจักรพรรดิไปแล้วในปี 1911 ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๗ ก็ได้มีการขอรัฐธรรมนูญ และในปี ๒๔๕๔ นายทหารหนุ่มบางคนก็พยายามก่อกบฏล้มรัชกาลที่ ๖ รท. จรูญ ณ บางช้าง หนึ่งในกบฏครั้งนั้นเคยกล่าวว่า “กษัตริย์หาง่าย บ้านเมืองหายาก”
    ในประเด็นความไม่พร้อมของประชาชน คณะราษฎร์เองในคำประกาศฉบับที่หนึ่ง มีคำตอบ (ดูแถลงการณ์) นอกจากนี้ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้เสนอข้อมูลที่สนับสนุนแนวคิดที่มองว่ากระแสและจิตสำนึกในส่วนสำคัญๆ ของเหล่าประชาชนไทยในยุคนั้นเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะก่อนหน้านั้นมีการตีพิมพ์บทความและเสนอฎีกาความเห็นจากประชาชนคนสามัญมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจทุนนิยมที่มีผลกระทบต่อชีวิตประชาชนในสมัยนั้นและความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลกษัตริย์ในการแก้วิกฤตดังกล่าว
    กระแสความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองมีรากฐานสำคัญส่วนหนึ่งที่มาจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยุคนั้น ราคาข้าวในตลาดที่ชาวนาไทยได้รับลดต่ำลงอย่างน่ากลัวถึง 60% ค่าจ้างเฉลี่ยในชนบทถูกลด 50% ในเมืองค่าแรงถูกกดลง 20% และรัฐบาลได้ประกาศลดเงินเดือนและจำนวนข้าราชการ ร้ายกว่านั้นรัฐบาลได้ประกาศขึ้นภาษีกับสามัญชนในขณะที่เจ้าที่ดินและนักธุรกิจที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลไม่ต้องมีภาระเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

    2. ปรีดี พนมยงค์และคณะราษฎร์ “เอา ความคิดฝรั่ง ที่ไม่เหมาะกับสังคมไทยมาใช้”
    นิยายนี้เสนอว่าพวกคณะราษฎร์เป็นพวก “จบนอก” ที่เอาความคิดฝรั่งมาสวมสังคมไทยที่มีประเพณีการเคารพบูชากษัตริย์ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ข้อเสนอนี้คล้ายๆ กับความคิดของพันธมิตรฯในยุคนี้
    กระแสการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคนที่ไปเรียนต่างประเทศอย่าง ปรีดี พนมยงค์ เพราะความจริงผู้นำส่วนใหญ่ของคณะราษฎร์ไม่ได้จบจากนอกแต่อย่างใด และปรีดีเองได้เคยตั้งข้อสังเกตว่า “เมื่อข้าพเจ้ากลับเมืองไทยปี ๒๔๗๐ ชนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยไปต่างประเทศมีความตื่นตัวที่จะเปลี่ยนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์”
    นอกจากนี้กระแสการเคารพพระเจ้าแผ่นดินในไทยเป็นกระแสที่ขึ้นลงตามยุคสมัย ไม่ใช่กระแสที่คงที่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนา ซึ่งคงไม่ต่างอะไรเลยจากความเชื่ออื่นๆ ในสังคม ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ หลังจากที่ผู้แทนของคณะราษฎร์ได้อ่านแถลงการณ์ในการยึดอำนาจตามจุดต่างๆ ของถนนราชดำเนิน ปรากฏว่าประชาชนที่มายืนฟังแถลงการณ์พากันร้องตะโกน “ไชโย! ไชโย! ไชโย!” ด้วยความชื่นชม (น.ส.พ. ศรีกรุง)
    นักวิชาการหลายคนเช่น Girling ได้เสนอว่าที่จริงแล้วในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 อิทธิพลของกษัตริย์ไทยในชนบทเกือบจะไม่มีเลย และ Bowie รายงานว่านักมานุษวิทยาคนหนึ่งเคยพบว่าในปี ๒๔๙๗ 61% ของคนไทยที่อยู่ในชนบทห่างไกลไม่เข้าใจความหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตามพอเข้ายุครัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ก็มีการฟื้นฟูค่านิยมและประเพณีในพระเจ้าแผ่นดินใหม่เพื่อหวังสร้างความชอบธรรมแก่คณะรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์

    3. การปฏิวัติ ๒๔๗๕ “เป็นการกระทำของกลุ่มชั้นนำโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม”
    นิยายที่สามนี้ถือว่ามีกำเนิดมาจากสำนักคิดที่มองคนชั้นล่างในเมืองไทยเสมือนควายที่ไร้ความสามารถที่จะมีส่วนร่วมทางการเมือง เจ้าสำนักใหญ่ในด้านวิชาการคือนักวิชาการฝ่ายขวาจากตะวันตกเช่น Wilson กับ Fred Riggs และมีผู้สนับสนุนในรุ่นต่อมามากมาย เช่น ชัยอนันต์ ฯลฯ สำนักนี้เป็นแนวร่วมของสำนักนิยายที่หนึ่งและที่สองเพราะเสนอว่าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ไม่ตรงกับกระแสความคิดของมวลประชาชนไทยในยุคนั้น
    อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยหลายชิ้นที่เสนอว่าในหมู่ประชาชนมีกระแสความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมสูง และมีหลักฐานว่าประชาชนชั้นล่างมีส่วนร่วมในการปฏิวัติพอสมควร ตัวอย่างที่ดีคือ“คณะกรรมกร”ของ ถวัติ ฤทธิเดช ที่สนับสนุนคนงานรถรางและที่มีหนังสือพิมพ์ชื่อ “กรรมกร” คณะกรรมกรถูกก่อตั้งขึ้นในปี ๒๔๖๓ และมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับฝ่ายเจ้าในปี ๒๔๗๕ และในปราบกบฏบวรเดชปี ๒๔๗๖

    4. รัชกาลที่ ๗ “เป็นบิดาแห่งการปกครองประชาธิปไตยไทย”
    กระแสที่เสนอว่ารัชกาลที่ ๗ “เป็นบิดาแห่งการปกครองประชาธิปไตย” เป็นกระแสที่ได้รับการสนับสนุนในแวดวงชนชั้นปกครองไทยในยุคหลังเหตุการณ์รุนแรง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งจะเห็นได้จากการที่มีการสร้างรูปปั้นรัชกาลที่ ๗ ไว้หน้ารัฐสภาไทยในสมัยนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับรูปปั้น Oliver Cromwell ผู้ประหารชีวิตกษัตริย์อังกฤษในการปฏิวัติ ซึ่งตั้งไว้หน้ารัฐสภาอังกฤษ จะเห็นว่ากรณีไทยค่อนข้างจะแปลกประหลาด เพราะเชิดชูผู้ปกครองระบบเก่าที่ต้องถูกล้มไปเพื่อให้มีประชาธิปไตย การล้างจิตสำนึกของประชาชนไทยมีหลายรูปแบบ อีกตัวอย่างคือการไม่ให้ความสำคัญกับอนุสาวรีย์การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ที่เป็นหมุดโลหะซึ่งตั้งไว้บนถนนใกล้ๆ พระรูปทรงม้า และอนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงชัยชนะของคณะราษฎร์ในการปราบกบฏบวรเดชที่สี่แยกหลักสี่
    ในบันทึกของ จิตตะเสน ปัญจะ ผู้เป็นหนึ่งในคณะผู้ก่อการปฏิวัติ มีการเสนอว่า “พระปกเกล้าฯ สั่งประหารชีวิตผู้ก่อการฯ คณะราษฎร์ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๖ อันเป็นวันครบปี (แห่งการปฏิวัติ)” แต่โชคดีที่แผนไม่สำเร็จ
    นอกจากรัชกาลที่ ๗ จะขัดขวางประชาธิปไตยแล้ว ยังขัดขวางความพยายามของ ปรีดี พนมยงศ์ ที่จะสร้างรัฐสวัสดิการและความเป็นธรรมทางสังคม ที่เสนอขึ้นใน “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” ปี ๒๔๗๕ อีกด้วย

    สรุป
    การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญและมีประโยชน์กับฝ่ายประชาชนชั้นล่างเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นขั้นตอนหนึ่งในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มวลชนธรรมดาในยุคนั้นเข้าใจสิ่งนี้ดีจึงมีส่วนร่วมในการปฏิวัติ ๒๔๗๕ แต่ในยุคปัจจุบันชนชั้นปกครองไทยต้องการที่จะลดความสำคัญของเหตุการณ์นี้ลงไป เพื่อให้ความชอบธรรมกับอำมาตย์

  • The 1932 Revolution took place on 24th June

    No1 Declaration of THE PEOPLE’S PARTY in the Revolution of 24th June 1932

    Note: Reading this declaration reminds us of how the Royalist Conservatives in Thailand are still using the same old arguments to frustrate the democratic process and how Thailand in 2009 faces similar problems to 1932. There are accusations that the people are “stupid and don’t understand democracy”. There is the problem of double-standards and corruption by the Royalist Elites and there is the economic crisis which is affecting the poor, pointing to the need for a welfare state. Pridi Panomyong, leader of the People’s Party, proposed a plan in 1932 for a welfare state, but it was successfully opposed by an unholy alliance between the Army and the Royalists. The difference, between now and then, is that present-day Thailand does not have an absolute monarchy and the King is weak and lacking in character. The King thus acts as a legitimising shell surrounding the powerful army and other elites, and the lese majeste law stops people voicing their dissent. The Royalists have distorted history. They claim that Bangkok kings “protected the sovereignty of Thailand” against Western Imperialism, but the fact that the People’s Party had to re-negotiate many foreign agreements in order to achieve sovereignty (see principle No 1 below), indicates that the kings only protected their own thrones and their wealth.

    The present day Royalists claim that “we are all living on Thai soil by the grace of the King”. But the People’s Party affirms that the country belongs to the people, not the King. Today we need a Republic in order to get rid of the influence of the Army and the moral corruption of the Palace. (Giles Ungpakorn).

    To all the people

    When this king succeeded his elder brother, people at first hoped that he would govern protectively. But matters have not turned out as they hoped. The king maintains his power above the law as before. He appoints court relatives and toadies without merit or knowledge to important positions, without listening to the voice of the people. He allows officials to use the power of their office dishonestly, taking bribes in government construction and purchasing, and seeking profits from changes in the price of money, which squanders the wealth of the country. He elevates those of royal blood (phuak chao) to have special rights more than the people. He governs without principle. The country’s affairs are left to the mercy of fate, as can be seen from the depression of the economy and the hardships of making a living – something the people know all about already.

    The government of the king above the law is unable to find solutions and bring about recovery. This inability is because the government of the king has not governed the country for the people, as other governments have done. The government of the king has treated the people as slaves (some called phrai, some kha) and as animals. It has not considered them as human beings. Therefore, instead of helping the people, rather it farms on the backs of the people. It can be seen that from the taxes that are squeezed from the people, the king carries off many millions for personal use each year. As for the people, they have to sweat blood in order to find just a little money. At the time for paying government tax or personal tax, if they have no money, the government seizes their property or puts them on public works. But those of royal blood are still sleeping and eating happily. There is no country in the world that gives its royalty so much money as this, except the Tsar and the German Kaiser, in nations that have now overthrown their thrones.

    The king’s government has governed in ways that are deceiving and not straightforward with the people. For example, it said it would improve livelihood in this way and that, but time has passed, people have waited, and nothing has happened. It has never done anything seriously. Further than that, it has insulted the people – those with the grace to pay taxes for royalty to use – that the people don’t know as much as those of royal blood. But this is not because the people are stupid, but because they lack the education which is reserved for royalty. They have not allowed the people to study fully, because they fear that if the people have education, they will know the evil that they do and may not let them farm on their backs.

    You, all of the people, should know that our country belongs to the people – not to the king, as has been deceitfully claimed. It was the ancestors of the people who protected the independence of the country from enemy armies. Those of royal blood just reap where they have not sown and sweep up wealth and property worth many hundred millions. Where did all this money come from? It came from the people because of that method of farming on the backs of the people! The country is experiencing hardships. Farmers and soldiers’ parents have to give up their paddy fields because cultivating them brings no benefit. The government does not help. The government is discharging people in floods. Students who have completed their study and soldiers released from the reserves have no employment. They have to go hungry according to fate. These things are the result of the government of the king above the law. It oppresses the minor government officials. Ordinary soldiers and clerks are discharged from employment, and no pension is given. In truth, government should use the money that has been amassed to manage the country to provide employment. This would be fitting to pay back the people who have been paying taxes to make royalty rich for a long time. But those of royal blood do nothing. They go on sucking blood. Whatever money they have they deposit overseas and prepare to flee while the country decays and people are left to go hungry. All this is certainly evil.

    Therefore the people, government officials, soldiers, and citizens who know about these evil actions of the government, have joined together to establish the People’s Party and have seized power from the king’s government. The People’s Party sees that to correct this evil it must establish government by an assembly, so that many minds can debate and contribute, which is better than just one mind.

    As for the head of state of the country, the People’s Party has no wish to snatch the throne. Hence it invites this king to retain the position. But he must be under the law of the constitution for governing the country, and cannot do anything independently without the approval of the assembly of people’s representatives. The People’s Party has already informed the king of this view and at the present time is waiting for a response. If the king replies with a refusal or does not reply within the time set, for the selfish reason that his power will be reduced, it will be regarded as treason to the nation, and it will be necessary for the country to have a republican form of government, that is, the head of state will be an ordinary person appointed by parliament to hold the position for a fixed term.

    By this method the people can hope to be looked after in the best way. Everyone will have employment, because our country is a country which has very abundant conditions. When we have seized the money which those of royal blood amass from farming on the backs of the people, and use these many hundreds of millions for nurturing the country, the country will certainly flourish. The government which the People’s Party will set up will draw up projects based on principle, and not act like a blind man as the government which has the king above the law has done. The major principles which the People’s Party has laid out are:
    1. must maintain securely the independence of the country in all forms including political, judicial, and economic, etc.;
    2. must maintain public safety within the country and greatly reduce crime;
    3. must improve the economic well-being of the people by the new government finding employment for all, and drawing up a national economic plan, not leaving the people to go hungry
    4. must provide the people with equal rights (so that those of royal blood do not have more rights than the people as at present);
    5. must provide the people with liberty and freedom, as far as this does not conflict with the above four principles;
    6. must provide the people with full education.

    All the people should be ready to help the People’s Party successfully to carry out its work which will last forever. The People’s Party asks everyone who did not participate in seizing power from the government of the king above the law to remain peaceful and keep working for their living. Do not do anything to obstruct the People’s Party. By doing so, the people will help the country, the people, and their own children, grandchildren, and great-grandchildren. The country will have complete independence. People will have safety. Everyone must have employment and need not starve. Everyone will have equal rights and freedom from being serfs (prai) and slaves (kha, tart) of royalty. The time has ended when those of royal blood farm on the backs of the people. The things which everyone desires, the greatest happiness and progress which can be called si-ariya, will arise for everyone.

    Khana Ratsadon [People’s Party] 24 June 1932

  • บทเรียนจากการเลือกตั้งในยุโรป

    บทเรียนจากการเมืองในยุโรปปี 2009

    พรรคแรงงานอังกฤษอยู่ในขั้นตอนวิกฤตเพราะคะแนนเสียงลดลงเป็นประวัติศาสตร์ พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยฝรั่งเศส(PS) และเยอรมัน(SPD)เสียคะแนน และพรรคฟาสซิสต์เพิ่มคะแนนเสียงและที่นั่งในสภายุโรปอย่างน่ากลัว เช่นในประเทศ ฮังการี่ เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ…. ปรากฏการณ์นี้มีบทเรียนอะไรสำหรับนักสังคมนิยมไทย และคนเสื้อแดง?

    ถ้าเราจะเข้าใจชัดขึ้น เราต้องย้อนกลับไปดูสถานการณ์ทางการเมืองเมื่อ 13 ก่อน เพราะมันเป็นช่วงที่ โธนี่ บแลร์ (Tony Blair) ขึ้นมานำพรรคแรงงานอังกฤษ (Labour) และแปรรูปพรรคเป็น “พรรคแรงงานใหม่” (New Labour) ภายใต้แนวความคิดเสรีนิยมกลไกตลาด (Neo-liberalism) ซึ่งเป็นการรับแนวคิดของฝ่ายนายทุนมาเต็มๆ มีการสนับสนุนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (privatization) มีการประกาศว่ารัฐไม่ควรเข้ามากำหนดนโยบายเศรษฐกิจ มีการพยายามลดสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงาน และมีการพยายามแยกพรรคออกจากสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นองค์กรที่ก่อตั้งพรรคแรงงานแต่แรก ขณะเดียวกันมีการเปลี่ยนลักษณะส.ส.พรรค จากผู้แทนของคนจนและแรงงาน ไปเป็นนักการเมือง “มืออาชีพ” ที่มาจากชนชั้นกลาง ส.ส.ที่เคยเป็นผู้นำแรงงานเปลี่ยนไปเป็นส.ส.ที่เป็นทนายหรือนักธุรกิจ

    การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพรรคแรงงานอังกฤษ เกิดขึ้นกับพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยฝรั่งเศสและเยอรมันด้วย เพราะพรรคเหล่านี้มองว่ายุคแห่งสังคมนิยมหมดไปแล้ว และเขาเสนอว่าเราต้องยอมรับว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากแนวกลไกตลาดเสรี บางครั้งการเปลี่ยนจุดยืนนี้ทำไปภายใต้การโกหกสร้างภาพว่าเขากำลังเดินหน้าไปสู่ “แนวทางที่สาม” (Third Way) ที่ไม่ใช่ทุนนิยมและสังคมนิยม แต่จริงๆ แล้วเป็นการรับแนวเสรีนิยมกลไกตลาดมาเต็มๆ

    ในไทย พรรคมหาชน ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็ชื่นชม “แนวทางที่สาม” ดังกล่าว และองค์กร เอ็นจีโอ รับแนวเสรีนิยมมาโดยไม่ตั้งคำถามเลย เช่นการเสนอว่ารัฐไม่ควรให้สวัสดิการประชาชนแทนชุมชน การยอมรับกลไกตลาดในระบบสาธารณสุขและระบบสวัสดิการ หรือการเชิดชูการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ “เพื่อเพิ่มการแข่งขัน” เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เอ็นจีโอ ยังมีการคัดค้านการค้าเสรีในภาคเกษตรและในเรื่องยารักษาโรค ส่วนพรรคไทยรักไทย ก็ผสมผสานแนวกลไกตลาดเสรีกับแนวที่ใช้รัฐพัฒนาสังคมตามแนว “คู่ขนาน” (Dual Track) คือรัฐเพิ่มบทบาทในระบบสุขภาพอนามัย แต่เป็นระบบที่มีตลาดภายใน และรัฐบาลสนับสนุนการค้าเสรีและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในภาพรวมกระแสหลักในไทยมองว่า “รัฐสวัสดิการ” และการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวยในรูปแบบต่างๆ “หมดยุคหรือทำไม่ได้” ต่อมาหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา รัฐเผด็จการ อำมาตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ ยิ่งใช้แนวกลไกตลาดเสรีมากขึ้นภายใต้เสื้อคลุมของเศรษฐกิจพอเพียง มีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญทหารปี๕๐อีกด้วย

    ผลของการหักหลังฐานเสียงเดิมของพรรคแรงงานหรือพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในยุโรป ซึ่งทำให้สภาพความเป็นอยู่และสวัสดดิการต่างๆ ของคนจนและคนทำงานแย่ลง ทำให้ชนชั้นกรรมาชีพอันเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม หมดกำลังใจที่จะลงคะแนนเสียงให้พรรคเหล่านี้ มีคนจำนวนมากนั่งเฉยไม่ออกมาลงคะแนน ซึ่งเปิดโอกาสให้พรรคนายทุนเข้ามาตั้งรัฐบาล เช่นในฝรั่งเศส อิตาลี่ และเยอรมัน (และอังกฤษในอนาคต?) ในกรณีอังกฤษ มีปัญหาสุดขั้วอีกอันหนึ่งคือ การสร้างพรรคแรงงานใหม่ภายใต้นักการเมืองมืออาชีพ ที่ไม่ใช่ผู้แทนของคนรากหญ้า ทำให้เกิดวัฒนาธรรมโกงกินผ่านการเบิกค่าใช้จ่ายหรือเบี้ยเลี้ยงของ ส.ส. ในระดับที่เหลือเชื่อ การเบิกค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ถือว่าถูกกฎหมาย และเป็นวัฒนธรรมปกติของพวกผู้ใหญ่ทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย แต่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าผิดศีลธรรม และคนที่เคยสนับสนุนพรรคแรงงานก็มองว่าพรรคนี้น่าจะต่างจากพรรคอื่นในเรื่องนี้ แต่ต้องผิดหวังไป

    ประเด็นสำคัญอีกอันหนึ่งที่เข้ามามีอิทธิพลกับสภาพการเมืองในปี 2009 คือวิกฤตเศรษฐกิจโลก รัฐต่างๆ นำเงินภาษีจำนวนมากมาอุ้มบริษัทและธนาคาร แต่คนธรรมดาตกงานจำนวนมาก และที่เหลือถูกลดค่าจ้างสวัสดิการ สภาพเช่นนี้ทำให้คนงานจำนวนมากผิดหวังกับมาตรการของพรรคแรงงานในอังกฤษ หรือนโยบายของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในยุโรปที่หันหลังกับปัญหาคนจน ในสถานการณ์แบบนี้ คนจนส่วนใหญ่มีสามทางเลือกคือ
    1. คนจนหันมาสนับสนุนพรรคซ้าย พรรคคอมมิวนิสต์ หรือพรรคมาร์คซิสต์ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤต เราเห็นการขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์ในญี่ปุ่น และการก่อตั้งพรรคซ้ายใหม่ Die Linke ในเยอรมัน และ NPA ในฝรั่งเศส แต่ถ้าพรรคแบบนี้ไม่มีหรืออ่อนแอ อย่างเช่นในอังกฤษหรืออิตาลี่ ประชาชนจะไม่มีทางเลือกอันนี้ (Die Linke ได้7.5% NPA กับพรรคซ้ายอื่นได้ 6.1% ในการเลือกตั้งยุโรป)
    2. คนจนหันมาสนับสนุนพรรคฝ่ายขวาสุดขั้ว หรือพรรคฟาสซิสต์ โดยหลงเชื่อว่าทางออกคือการโจมตีคนผิวดำ คนมุสลิม หรือคนยิบซี รวมถึงการขับไล่คนงานต่างชาติออกจากประเทศด้วย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในฮังการี่ เนเธอร์แลนด์ และเกิดบ้างในอังกฤษ แต่เป็นการหลงผิดจับมือกับนายทุนผ่านการสร้างความแตกแยก
    3. คนจนหดหู่ หมดกำลังใจและความหวัง และนั่งเฉยอยู่บ้าน อาจหันไประบายปัญหาโดยใช้ความรุนแรงกับคนรอบข้าง หรือใช้สุราและยาเสพติด

    สำหรับไทย
    มันแปลว่าพรรคแดงเป็นสิ่งที่เราต้องสร้าง และนักสังคมนิยมต้องต่อสู้เพื่อประโยชน์คนจนอย่างชัดเจน ไม่ใช่ไปรับแนวคิดเสรีนิยมกลไกตลาดหรือเศรษฐกิจพอเพียงมา เราต้องเป็นปากเสียงและผู้แทนของคนที่เสียเปรียบในสังคมทุกประเภท เราต้องมีข้อเสนอและนโยบายที่พัฒนานโยบายเดิมของ ไทยรักไทย ให้ไปไกลกว่าปัจจุบัน เราต้องเสนอรัฐสวัสดิการ และต้องเรียกร้องให้เก็บภาษีจากคนรวย เราต้องกลับไปทบทวนนโยบายที่มีปัญหาในอดีตของ ไทยรักไทย เช่นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือการเซ็นสัญญาค้าเสรี เราต้องไม่แค่ประกาศว่า “ยังคงรักษานโยบายประชานิยม” อย่างที่พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคเพื่อไทยประกาศ (ในกรณีภูมิใจไทย มันโกหก) และเราต้องวิจารณ์การที่รัฐบาลปล่อยให้คนตกงานและยากลำบาก

    ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ พวกฟาสซิสต์ฝ่ายขวา (พันธมิตรและพรรคใหม่) หรือพวกอำมาตย์ จะฉวยโอกาสในการขยายความน่าเชื่อถือของเขาท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง

  • Takbai was a State Crime

    Takbai was a State Crime

    (French below)

    The use of force to disperse and then capture unarmed demonstrators at Takbai in Southern Thailand on 25th October 2004 was a State Crime. The protestors were tied up and thrown on backs of army lorries, with people lying on top of one another 6-7 deep. They were then transported in the hot sun for hours to an army camp. The 78 people who died, along with the others who were shot, were deliberately murdered by the Thai State. The government of the time, the Army and the Police were responsible for this crime. Yet the Courts in Thailand have concluded that no officials “did anything wrong”.

    Thailand has a history of State Crimes: 14th October 1973, 6th October 1976, May 1991, Takbai 2004, the War on Drugs and the latest killings in Bangkok in April 2009. These are all killings of unarmed civilians by Thai State security forces with the agreement of the government and the ruling elites. The Krue Sa mosque massacre in April 2004, where youths were executed in cold blood, is another terrible example. No official has ever been punished for these crimes and this sets a precedent for further abuses in the future.

    The court ruling over Takbai is not surprising. The Thai Judiciary is neither just nor independent. There is no rule of law, only double standards. The Royalist Yellow Shirts who used violence and committed crimes remain unpunished, but pro-democracy Red Shirts are being prosecuted.

    In Thailand it is OK for the State to kill citizens, but people who criticise the ruling order go to jail.

    The State officials, Army and Judiciary hide behind a raft of ant-democratic laws: lese majeste, contempt of court, National Security and internet censorship laws. The present Prime Minister, Abhisit, is happy to tell lie after lie about the use of the law and that the government “upholds freedom of speech and democracy”. He is confident in his lies because all the mainstream media is under government and Royalist control.

    For the Red Shirt movement, Takbai, Krue-Sa and the War on Drugs pose a challenge. We must admit the truth that these crimes took place under the Thaksin government. We must not have double standards. Red Shirts must use reasoned argument to build a democratic Thailand. In the future, any Red Shirt government must respect human rights.

    But state crimes under Thaksin’s Thai Rak Thai government do not justify the 2006 military coup, the selective use of the courts, the illegal manoeuvring of the Democrats into power or the anti-democratic violence of the PAD Yellow Shirts. The Democrats, the Army and all the Royalists have blood on their hands too. They must be swept away in order to build a democratic society. Such a society will not come easily. The Royalists, including the Army, hold extra-Constitutional power. Therefore elections and small Constitutional changes will not be enough. We must build the Red Shirt movement into a strong Peoples’ Movement from below to oppose the authoritarian elites. It will take time, but the Old Order seems to be on its last legs. Their unquestioning loyalty to a hereditary Monarchy and their support for military coups lacks all democratic legitimacy. Some Royal advisors have praised the last Russian Czar and the PAD wants to adopt a North Korean economic model! These are signs of intellectual decay. It is time for a change in Thailand.

    Takbai ιtait un Crime d'Ιtat

    L'utilisation de la force pour disperser et ensuite capturer des manifestants dιsarmιs ΰ Takbai dans le Sud de la Thaοlande le 25 Octobre 2004 ιtait un Crime d'Ιtat. Les protestataires ont ιtι attachιs et jetιs dans la benne de camions de l'armιe et entassιs les uns sur les autres. Ils furent ensuite transportιs sous le soleil brϋlant pendant des heures jusqu'ΰ un camp militaire. Les 78 personnes qui sont mortes, ainsi que les autres qui furent abattues, ont ιtι dιlibιrιment assassinιs par l'Ιtat thaοlandais. Le gouvernement de l'ιpoque, l'armιe et la police sont responsable de ce crime. Pourtant, en Thaοlande, la Cour a conclu qu'aucun responsable “n'avait fait quelque chose de mal”.
    La Thaοlande possθde une histoire de Crime d'Ιtat: le 14 Octobre 1973, le 6 Octobre 1976, Mai 1992, Takbai 2004, la Guerre contre la Drogue et la derniθre tuerie ΰ Bangkok en Avril 2009. Ce sont tous des massacres de civils dιsarmιs par les forces de sιcuritι de l'Ιtat thaοlandais avec l'accord du gouvernement et de l'ιlite dirigeante. Le massacre de la mosquιe de Krue Sa en Avril 2004, oω des jeunes furent exιcutιs de sang froid, est un autre terrible exemple. Aucun responsable n'a jamais ιtι punis pour ces crimes et cela crιe un prιcθdent pour d'autres abus dans l'avenir.
    La dιcision de la cour sur Takbai n'est pas surprenante. Le systθme judiciaire thaοlandais n'est ni juste ni indιpendant. Il n'y a pas de rθgles de la loi, seulement une double norme. Les Chemises Jaunes Royalistes qui utilisθrent la violence et commirent des crimes restent impunies mais les Chemises Rouges pro-dιmocratique ont ιtι poursuivies.
    En Thaοlande l'Ιtat a le droit de tuer des citoyens, mais les gens qui critiquent l'ordre dirigeant vont en prison.
    Les Fonctionnaires d'Ιtat, l'armιe et la Justice se cachent derriθre un rideau de lois anti-dιmocratiques: la lθse majestι, le mιpris de la cour, la Sιcuritι Nationale et les lois de censures de l'internet. L'actuel Premier Ministre, Abhisit, se satisfait de raconter une sιrie de mensonges ΰ propos de l'utilisation de la loi et que le gouvernement "maintient la libertι de parole et la dιmocratie". Il a confiance en ses mensonges parce que tous les principaux mιdias sont contrτlιs par le gouvernement et les royalistes.
    Pour le mouvement des Chemises Rouges, Takbai, Krue-Sa et la Guerre contre la Drogue posent un dιfit. Nous devons admettre la vιritι, que ces crimes ont eu lieu sous le gouvernement Taksin. Nous ne devons pas avoir de double standards. Les Chemises Rouges doivent utiliser des arguments raisonnables pour bβtir une Thaοlande dιmocratique. Dans l'avenir, tout gouvernement Chemise Rouge devra respecter les droits de l'homme.
    Mais les crimes d'ιtat durant le gouvernement Thai Rak Thai de Taksin ne justifient pas le putsch militaire de 2006, l'utilisation sιlective de la cour, la manoeuvre illιgale du Parti Dιmocrate pour parvenir au pouvoir ou la violence anti-dιmocratique des Chemises Jaunes du PAD. Le Parti Dιmocrate, l'armιe et tous les royalistes ont aussi du sang sur les mains. Ils doivent κtre balayιs dans le but de construire une sociιtι dιmocratique. Une telle sociιtι ne viendra pas facilement. Les royalistes, y compris l'armιe, dιtiennent un pouvoir extra-constitutionnel. Donc des ιlections et de petits changements constitutionnels ne suffiront pas. Nous devons construire le mouvement Chemise Rouge dans un fort Mouvement Populaire ΰ partir de la base pour s'opposer aux ιlites autoritaires. Ηa prendra du temps, mais le Vieil Ordre semble avoir un pied dans la tombe. Leur loyautι inconditionnelle ΰ une monarchie hιrιditaire et leur soutient aux coups d'ιtats militaires manquent de toute lιgitimitι dιmocratique. Certains conseillers royaux ont fait l'ιloge du dernier Tsar russe et le PAD veut adopter le modθle ιconomique de la Corιe du Nord! Ce sont des signes de dιclin intellectuel. L'heure est arrivιe pour un changement en Thaοlande.

  • ตากใบคืออาชญากรรมของรัฐ

    ตากใบคืออาชญากรรมของรัฐ

    การสลายการชุมนุมของประชาชนผู้ไร้อาวุธที่ตากใบในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 โดยการขนประชาชนขึ้นรถทหารในลักษณะเลวร้ายยิ่งกว่าหมูหมา คือผูกมือไว้ข้างหลังแล้วให้นอนทับกันหกถึงเจ็ดชั้น ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานาน ซึ่งมีผลทำให้คนตาย 78 คน (ไม่นับผู้ที่ถูกยิงตาย) ต้องถือว่าเป็นอาชญากรรมของรัฐไทย เทียบเท่าการฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม, ๖ ตุลาคม, พฤษภาคม ๓๕, และเมษายน๒๕๕๒ ดังนั้นการที่ศาลสงขลาตัดสินว่าเจ้าหน้าที่รัฐ “ไม่ได้ทำความผิด” เป็นตัวอย่างของการที่ระบบศาลไทยไร้ความยุติธรรมโดยสิ้นเชิง ศาลไทยเลือกที่จะปกป้องทหาร ตำรวจ และอำมาตย์มาตลอด แทนที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพและชีวิตของประชาชน มันเป็นอีกตัวอย่างของสองมาตรฐานและการที่ไทยไม่ใช่นิติรัฐ

    “ในไทย... ฆ่าคนไม่ผิดถ้าเป็นฝ่ายรัฐ แต่ประชาชนที่วิจารณ์ความผิดต้องติดคุก”

    นี่คือสภาพเลวร้ายของสังคม มันพิสูจน์ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีความตั้งใจที่จะสร้างความยุติธรรมแต่อย่างใด และมันพิสูจน์ว่าเราต้องปฏิรูประบบศาลแบบถอนรากถอนโคน ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาลและกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพ

    สำหรับคนเสื้อแดง กรณีตากใบ กรือแซะ และกรณีสงครามยาเสพติด ที่มีคนบริสุทธิ์ ที่ยังไม่นำมาขึ้นศาล ถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก เป็นสิ่งที่ท้าทายความคิด เพราะอาชญากรรมเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลไทยรักไทยของนายกทักษิณ ถ้าเราชาวเสื้อแดงรักประชาธิปไตยจริง เราไม่สามารถแก้ตัวแทนรัฐบาลทักษิณได้ในจุดนี้ และเราไม่ควรมองข้ามไม่พูดถึง เพราะ “ผิด” ก็ “ผิด” ไม่ว่าใครจะทำ เราไม่อยากสร้างสองมาตรฐานเหมือนคนเสื้อเหลือง และที่สำคัญเราต้องโตและพัฒนาพอที่จะยอมรับข้อผิดพลาดในอดีตของรัฐบาลไทยรักไทยได้ เราต้องฟันธงไปว่าถ้าในอนาคตมีรัฐบาลเสื้อแดง รัฐบาลนี้จะไม่ก่ออาชญากรรมอีก จะปกป้องสิทธิเสรีภาพ และจะนำผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ มาลงโทษ เราต้องเสนอต่อไปให้นักการเมืองไทยรักไทยทบทวนความคิด และต้องเสนอว่าสงครามกลางเมืองในภาคใต้ และปัญหายาเสพติด ต้องแก้ไขด้วยนโยบายการเมืองและนโยบายสังคม ไม่ใช่การทหาร การปราบปราม หรือการใช้ความรุนแรง ผมเชื่อมั่นว่าคนเสื้อแดงจะเข้าใจประเด็นนี้ เพราะเราคือผู้ใช้เหตุผล เราไม่ได้บ้าคลั่งเหมือนคนเสื้อเหลือง
    การที่คนในภาคใต้จับอาวุธสู้กับรัฐบาลไทยมีเหตุผล มันมาจากการที่เขาไม่เคยได้รับความเคารพในฐานะที่เป็นคนมาเลย์มุสลิม รัฐไทยทำให้เขาเป็นพลเมืองชั้นสอง การที่คนใช้ยาเสพติดก็มีเหตุผล อาจมีปัญหาทางจิตใจ อาจเศร้า อยู่ในสภาวะแปลกแยกจากสังคม หรืออาจเป็นความจำเป็นในการทำงานหลายชั่วโมงต่อวัน หรือแค่เสพเพื่อความสุข ดังนั้นปัญหาแบบนี้ต้องล้วนแต่แก้ที่ต้นเหตุ ด้วยความใจกว้าง ด้วยความเมตตา และด้วยหลักสิทธิมนุษยชน

    ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ ไม่สามารถเป็นข้ออ้างในการให้ความชอบธรรมกับทหาร คมช. พันธมิตรฯ เนวิน หรือประชาธิปัตย์ ในการใช้อำนาจเผด็จการเพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแต่อย่างใด เพราะทหารมีส่วนสำคัญในการก่ออาชญากรรมที่กรือแซะและตากใบ และในเหตุการณ์อาชญากรรมอื่นๆ ที่ผมกล่าวถึงไปแล้ว ส่วนพวกเสื้อเหลืองพันธมาร เนวิน หรือพรรค “อำมาติปัตย์” ของอภิสิทธิ์ ก็มือเปื้อนเลือดเช่นกัน เราต้องเอามันออกให้หมด

  • วิเคราะห์อำนาจอำมาตย์

    วิเคราะห์อำนาจอำมาตย์

    ทุกวันนี้คนเสื้อแดงกำลังรบกับอำนาจ “นอกระบบ นอกรัฐธรรมนูญ หรือนอกกรอบกติกาประชาธิปไตย” หรือที่เราเรียกกันว่า “อำมาตย์” ดังนั้นเราต้องร่วมกันทำความเข้าใจว่าอำนาจอำมาตย์มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ซึ่งแปลว่าเราต้องมาศึกษาเรื่อง “รัฐ”
    “รัฐ” คือองค์กรปกครองประเทศในยุคสมัยนี้ ที่สำคัญคือมันมากกว่าแค่ รัฐบาล และรัฐสภา อย่างที่ เลนิน หรือนักมาร์คซิสต์อื่นๆ เคยอธิบาย มันประกอบไปด้วย ทหาร(ชั้นสูง) ตำรวจ(ชั้นสูง) ศาล คุก และข้าราชการ(ชั้นสูง) เราอาจรวมองค์มนตรีและประมุขเข้าไปด้วย และกลุ่มคนเหล่านี้ มีอิทธิพลในการคุมสื่อ องค์กรศาสนา และระบบการศึกษาอีกด้วย นอกจากนี้ในหมู่คนที่เราอาจเรียกรวมๆ ว่าเป็น “ชนชั้นปกครอง” เรายังต้องรวมนักธุรกิจนายทุนรายใหญ่ๆ ทั้งๆ ที่นายทุนเอกชนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐ แต่ที่สำคัญเขาใช้อำนาจเศรษฐกิจการเงินของเขาในการกำหนดทิศทางการทำงานของรัฐได้ รัฐจึงไม่เป็นกลาง และไม่ใช่ของประชาชน และอย่าลืมว่าเวลาเราพูดถึงนายทุนในไทย มันรวมนายพลที่สะสมทุนผ่านการคอร์รับชั่น และรวมทรัพย์สินส่วนกษัตริย์ด้วย เพราะศักดินาเก่าแปรรูปไปเป็นนายทุนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่๕
    “รัฐ” จึงถือได้ว่าเป็นเครือข่ายของคนชั้นสูง ที่มีเส้นสายสัมพันธ์ ทั้งในด้านส่วนตัวมิตรสหายเครือญาติ และในด้านผลประโยชน์ร่วม ซึ่งทำให้เขาร่วมมือกันในการทำงานทั้งๆ ที่อาจมีการทะเลาะกันเถียงกันบ้าง นี่คือระบบอุปถัมภ์ “ร่วมกันกิน”ที่เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย เพราะอะไร?
    เราจะสังเกตเห็นว่า “รัฐ” มีทั้งส่วนที่อาจมาจากการเลือกตั้ง เช่นรัฐบาลและรัฐสภาในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย และอีกส่วน ซึ่งใหญ่กว่า ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเลย เป็นกลุ่มคนและสถาบันที่มีอำนาจนอกกรอบรัฐธรรมนูญและกติกาประชาธิปไตยแท้ อำนาจอำมาตย์จึงมีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นไทย สหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน สแกนดีเนเวีย หรืออินเดีย.... ประเด็นที่เราต้องตีให้แตกคือ เราจะกดทับอำนาจอำมาตย์ในระยะสั้น เพื่อไม่ให้ละเมิดประชาธิปไตยมากเกินไป แล้วในระยะยาวเราจะกำจัดมันให้หมดไปอย่างไร ถ้าเปรียบไทยกับยุโรปตะวันตก จะเห็นว่าในยุโรปอำนาจประชาชนกดทับอำนาจอำมาตย์ไปได้บ้างในระยะสั้น จึงไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงประชาธิปไตยเท่ากับประเทศไทย
    ข้อสรุปสำคัญจากการวิเคราะห์แบบนี้คือ การเลือกตั้งอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะลดอำนาจอำมาตย์ได้ ซึ่งเราเห็นในกรณีความไร้อำนาจของรัฐบาลพลังประชาชนเมื่อปีที่แล้ว และการแก้รัฐธรรมนูญไม่เพียงพอที่จะลดอำนาจอำมาตย์ด้วยเพราะอำนาจเขาอยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญ
    เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ ข้อเสนอให้กาช่องไม่เลือกใคร(No Vote) ของอ.ชูพงษ์ ถี่ถ้วน ไม่มีน้ำหนักหรือเหตุผลเพียงพอ เพราะมีคำถามตามมาว่ามันจะทำให้คนเสื้อแดงเข้มแข็งอย่างไร? มันให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งมากเกินไป และถ้ากาช่องไม่เลือกใครแล้วกลับบ้าน...หลังจากนั้นทำอะไรต่อ? อย่าลืมว่า อ.ชูพงษ์เคยอยู่กับ อ.ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ซึ่งเป็นอดีตคอมมิวนิสต์ที่ไปจับมือกับทหาร และหน้าที่ของกลุ่มอาจารย์ประเสริฐในอดีตและปัจจุบันคือการสร้างความสับสนในขบวนการประชาชนเพื่อไปจงรักภัคดีกับทหารและกษัตริย์ในที่สุด
    ในระยะสั้นเราจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือในการลดอำนาจอำมาตย์ที่อยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญหรือกรอบกติกาประชาธิปไตย? อำนาจที่สำคัญคืออำนาจมวลชนผู้รักประชาธิปไตย คนเสื้อแดงนั้นเอง มันหมายความว่าคนเสื้อแดงต้องเปลี่ยนจากผู้ที่เคยไปลงคะแนนเสียงแล้วกลับบ้าน ไปสู่คนที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าจะให้สมบูรณ์มากขึ้น เราต้องทำอะไร?
    • ต้องมีการสร้างพรรคเสื้อแดง จากกลุ่มคนเสื้อแดงเอง ซึ่งจะต่างจากพรรคที่นักการเมืองสร้างจากบนลงล่าง เราทุกคนต้องพัฒนาตนเองเป็นนักการเมืองและนักวิชาการของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย เราต้องเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกรัฐสภาในทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์กับคนจนและพลเมืองธรรมดา เช่นปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และปัญหาการเลือกปฏิบัติหรือการเอารัดเอาเปรียบทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่ผูกพันกับประชาธิปไตย อย่าลืมว่าอำมาตย์ขโมยประชาธิปไตยเพราะเขาเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พรรคแดงต้องเรียกร้องให้มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวยและการกระจายรายได้
    • พรรคแดงต้องเข้าไปช่วงชิงความคิดในขบวนการสหภาพแรงงาน เพราะขบวนการนี้มีอำนาจพิเศษคืออำนาจต่อรองที่มาจากการนัดหยุดงาน รัฐและอำมาตย์จะได้ผลกระทบถ้ามีการนัดหยุดงาน เราไม่ควรปล่อยให้ พันธมาร ขยายการเมืองในสหภาพแรงงานฝ่ายเดียว
    • พรรคแดงต้องเข้าไปจัดตั้งและพยายามให้ความคิดกับนักศึกษา ซึ่งเป็นหนุ่มสาวไฟแรงที่สนใจความคิด และในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอื่นๆ เช่นขบวนการสิทธิสตรี ขบวนการต้านโรงไฟฟ้า ขบวนการสิทธิคนรักเพศเดียวกัน ขบวนการคนพิการ หรือขบวนการคนชนเผ่า หรือชนกลุ่มน้อย อย่าปล่อยให้เอ็นจีโอเหลืองๆ มีอิทธิพลในขบวนการเหล่านี้ฝ่ายเดียว
    • เราต้องไม่หลงเชื่อว่าเราจะแทรกเข้าไปในกลุ่มคนชั้นสูงเพื่อเอาเขามาเป็นพวกได้ เพราะผลประโยชน์ของอำมาตย์ตรงข้ามกับผลประโยชน์ประชาชน นั้นคือสาเหตุที่อำมาตย์เกลียดประชาธิปไตย เขาไม่ได้ “หลงผิด” เขาปกป้องผลประโยชน์เขาต่างหาก ดังนั้นต้องเน้นกลุ่มคนที่ไม่ใช่ผู้ใหญ่ รัฐ หรือนายทุนใหญ่ เพื่อให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน และเพื่อบังคับให้มีการลดอิทธิพลของอำมาตย์ในสังคม

    หลายคนอาจคิดว่ามันคงเป็นเรื่องใหญ่ ใช่เลย มันเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่ได้แปลว่าเสื้อแดงในประเทศไทยทำไม่ได้ เพราะเราไม่ด้อยกว่าใครในประเทศอื่น การตั้งพรรคแดง การที่พรรคแดงสร้างหรือนำขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นเรื่องสำคัญ เรารอให้คนอื่นทำแทนไม่ได้ พรรคเพื่อไทยอ่อนแอมาก และไม่ว่าส.ส.บางคนของเพื่อไทยจะดีแค่ไหน เขาจะไม่มีพลังหนุนช่วยเขา ถ้าเราไม่สร้างขบวนการเสื้อแดงให้เข้มแข็งและอิสระ นอกรัฐสภา
    อำนาจอำมาตย์ที่เป็นอำนาจนอกกรอบรัฐธรรมนูญ อาศัยสองขาคือ (1) ความรุนแรง/การปราบปราม และ (2) การสร้างภาพความชอบธรรมเพื่อครองใจประชาชน
    ส่วนแรกเขาได้เปรียบเรา แต่ถ้าเราผูกมิตรกับทหารระดับล่างที่เป็นลูกหลานประชาชน มันก็จะช่วยลดอำนาจตรงนี้ แต่ส่วนที่อำมาตย์อ่อนแอที่สุดคือในส่วนการสร้างความชอบธรรมเพื่อครองใจประชาชน ดังนั้นภารกิจหลักของเราชาวเสื้อแดงคือการโต้เถียงกับความคิดของอำมาตย์ในทุกเวที เราต้องกล้าเถียงว่าทำไมต้องมีประชาธิปไตยแท้ ทำไมทุกตำแหน่งสาธารณะในสังคมต้องมาจากการเลือกตั้ง ทำไมไม่ควรมี “สูง-ต่ำ” พลเมืองทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ทำไมรัฐบาลแย่ในการแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ทำไมต้องมีระบบยุติธรรม ไม่ใช่สองมาตรฐาน ทำไมคนจนเป็นผู้สร้างชาติ ไม่ใช่ภาระหรือผู้ที่ควรถูกขูดรีดเอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ เป็นต้น

    เราสามารถและจำเป็นที่จะต้องชนะอำนาจอำมาตย์เพื่อสร้างประชาธิปไตยและให้ประชาชนเป็นใหญ่ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดจากแค่การเลือกตั้ง มันเป็นสงครามทางการเมืองที่สำคัญและบังคับให้เราชาวเสื้อแดงแปรตัวเป็นมืออาชีพ

Visitors counter
Page views total:
193079
Page views today:
112
Visitors total:
84287
Visitors today:
60

Footer:

The content of this website belongs to a private person, blog.co.uk is not responsible for the content of this website.